วัดคำประมง – มะเร็ง วิลล่า สปาแอนด์รีสอร์ท

loading...

DSC_1001

 

คราวนี้ขอพาเที่ยววัดอีกมิติหนึ่ง คือ นอกจากหาความสวยงาม และสงบร่มเย็น และทำบุญบำรุงพระพุทธศาสนาแล้ว ยังได้ทำบุญต่อชีวิตให้เพื่อนมนุษย์ด้วย เพราะสถานที่ที่พาไป คือ วัดคำประมง สถานที่ตั้ง อโรคยาศาล บำบัดผู้ป่วยมะเร็งระยะสุดท้าย หรืออีกในนามที่ดูมีชีวิตชีวาว่า “มะเร็ง วิลล่า สปาแอนด์รีสอร์ท”

            การพาเที่ยวครั้งนี้ เป็นการเล่าผ่าน บทความที่ผมเคยเขียนตีพิมพ์ใน นิตยสารแฮปปี้พลัส ฉบับกรกฏาคม 2556 แม้จะหนักไปทางสัมภาษณ์ แต่เนื้อในก็มีบรรยาย สภาพแวดล้อมของวัดอยู่ด้วย เชิญอ่านตามอัธยาศัยครับ…

 

หลวงตาปพนพัชร์ ภิบาลพักตร์นิธี ถ่ายภาพโดย ศรัทธา ลาภวัฒนเจริญ
หลวงตาปพนพัชร์ ภิบาลพักตร์นิธี ถ่ายภาพโดย ศรัทธา ลาภวัฒนเจริญ

แม้วิทยาการแพทย์จะก้าวหน้าเพียงใด แต่บรรดาคุณหมอก็ยังต้องกุมขมับกับการรักษามะเร็ง โรคอันดับหนึ่งที่คร่าชีวิตประชากรโลกอยู่ดี สำหรับประเทศไทยอัตราการเสียชีวิตของผู้ป่วยด้วยโรคมะเร็งเฉลี่ยชั่วโมงละ 7 คน ฟังแล้วชวนตกใจ ใครเป็นก็พาลจิตใจห่อเหี่ยวหมดเรี่ยวแรง ด้วยเป็นโรคที่มีโอกาสหายน้อย แม้มีเงินจ่ายมากเพียงใดก็ตาม การรักษากับแพทย์แผนปัจจุบันใช่ว่าจะเป็นผลทุกราย เมื่อหมดหนทาง  ที่พึ่งสุดท้ายจึงกลายเป็นการรักษากับแพทย์ทางเลือก ซึ่งก็มีหลายที่ด้วยกัน หนึ่งในนั้น คือ อโรคยศาล ของหลวงตาปพนพัชร์ ภิบาลพักตร์นิธี แห่งวัดคำประมง จังหวัดสกลนคร ที่นำพุทธศาสตร์เข้ามาผสมผสานกับแพทย์แผนไทย กระทั่งสามารถรักษาผู้ป่วยมะเร็งระยะสุดท้ายได้ถึง 20 เปอร์เซ็นต์ จากยอดผู้เข้ารักษากว่า 3,500 ราย ตลอดระยะเวลา 9 ปีที่ผ่านมา

DSC_0034

 

เรื่องราวของอโรคยศาล ดึงดูดให้เราเข้าไปกราบนมัสการหลวงตาปพนพัชร์ อดีตวิศวกรชลประทาน และอดีตผู้ป่วยมะเร็งหลังโพรงจมูก ซึ่งหายได้ด้วยการรักษาแบบผสมผสานทั้งแพทย์แผนปัจจุบัน ยาสมุนไพร และสมาธิบำบัด

หลังเลี้ยวรถเข้าถนนสายเล็ก เพื่อมุ่งหน้าไปยังอโรคยศาล ผมกับช่างภาพถึงกับพูดขึ้นมาพร้อมกันว่า ‘เป็นมะเร็งคงหายตั้งแต่เดินทางมาแล้วละ’ เพราะความสงบ ร่มเย็นของเส้นทางเข้าวัดส่งผลให้เราสบายใจ เมื่อได้นั่งสนทนากับหลวงตาปพนพัชร์ แล้วด้วย ยิ่งลืมเวลาไปเลยทีเดียว เพราะท่านมักแทรกประโยคชวนหัวอยู่เสมอ อาทิ

“ป้องกันการเป็นมะเร็งเหรอ คุณก็อย่าไปเครียดกับมะเร็งสิ เป็นก็บอก อ้าว! มาแล้วเหรอ ทำไมมาช้าจัง (หัวเราะ) คุณไปมองเขาเป็นศัตรู เขาก็เป็นศัตรูสิ อย่างถ้าหลวงตามองโยมเป็นศัตรู มันก็ไม่สนุกแล้ว แต่ถ้ามองเป็นลูก เป็นหลาน เป็นเพื่อน เป็นพี่ เป็นญาติ อย่างนี้จะมีความสุข”

แม้เป็นคำพูดทีเล่นทีจริง แต่เนื้อในแล้ว แอบบอกให้มีจิตใจที่เข้มแข็ง คิดบวก เพื่อขับไล่โรคร้ายออกไปจากกาย

DSC_1000

DSC_0002

 

รูปแบบการรักษาของอโรคยศาล หลวงตาปพนพัชร์  บอกว่า นำหลักพระพุทธศาสนามาใช้ มีสมาธิบำบัด สวดมนต์ นั่งสมาธิ และเดินจงกรม ควบคู่กับการใช้ดนตรีบำบัด และธรรมชาติบำบัด รวมทั้งยาสมุนไพร ซึ่งเป็นสูตรยอดยาแก้มะเร็งทุกชนิด ของหมอชีวกโกมารภัจจ์

นอกจากนี้มีการอบไอน้ำสมุนไพร ด้วยการดื่มน้ำสมุนไพรบางตัวเพื่อเสริมธาตุ เช่น การดื่มน้ำสมุนไพรสมานฉันท์เพื่อให้เกิดการกระตุ้นการไหลเวียนของกระแสโลหิตและประสานการทำงานของอวัยวะส่วนต่างๆ ตามกำลังธาตุของผู้ป่วย

การต้มยาสมุนไพรเหล่านี้ หลวงตาปพนพัชร์  เน้นสร้างการมีส่วนร่วม จึงให้ญาติผู้ป่วยเป็นฝ่ายต้มเอง รวมทั้งต้องเข้าร่วมพิธีสวดมนต์ขอพร และทำสมาธิต่อหน้าสิ่งศักดิ์สิทธิ์ อีกด้วย

“เพื่อให้ผู้ป่วยมีที่อยู่ที่พักได้อาศัย หลวงตาได้สร้างเป็นหมู่บ้านภายในวัดให้ ชื่อว่า ‘มะเร็ง วิลล่า สปาแอนด์รีสอร์ท’ เพื่อให้เขาอยู่อย่างมีความสุข มีทั้งบ้านดิน บ้านไม้ บ้านปูน ไม่ต้องไปดิ้นรนอะไร เงินก็ไม่ต้องเสีย อยู่นี่ ค่ายา ค่าหมอ หลวงตาซัพพอร์ทหมด ตั้งแต่ก้าวแรกจนก้าวสุดท้ายสู่เชิงตะกอน และเขายังได้พึ่งตนเอง ปลูกผักเอง ต้มยาเอง บางครั้งก็ได้ช่วยเหลือเพื่อนบ้านอีก

“เริ่มแรกหลวงตาไม่มีงบก็ต้องคิดว่า ทำอย่างไรถึงจะจัดการตัวเองให้ได้ ทำอย่างไรถึงจะประหยัด และมีประโยชน์สูงสุด ก็ต้องยาไทย ภาวนาตามหลักพระพุทธศาสนา คู่กันไปกับอาหาร อาหารต้านมะเร็ง จิตใจ อารมณ์ สังคมมนุษย์วิทยา เข้ามาใช้…ที่นี่จึงเป็นทางรอด ไม่ใช่ทางล่มจม ให้มีชีวิตอยู่อย่างมีคุณภาพ แล้วก็มีคุณธรรม พอเขากลับไป สิ่งที่เขาได้ คือ ธรรมะ เพราะหลวงตาสอนเขาทุกวัน พานั่งสมาธิ สวดมนต์ มีแต่สิ่งดีๆ จิตเขาก็สะอาด กายเขาจึงสะอาดไปด้วย” หลวงตาปพนพัชร์  บอก

DSC_0036

DSC_0038

 

ด้านอาหารของผู้ป่วยมะเร็ง หลวงตาปพนพัชร์  บอกว่า ให้เน้นอาหารสุขภาพ ไม่ควรกินเนื้อสัตว์ ควรดื่มน้ำธัญพืช น้ำข้าวกล้อง เพราะของเหล่านี้ทานเข้าไปแล้วย่อยเลย

ในส่วนของดนตรีบำบัด หลวงตาปพนพัชร์  บอกว่า ทุกเย็นจะมีนักร้องชื่อดังผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนมาให้ความสุขเสมอ

“พวกเขาฟาดกันเองหมดแหละ มีทั้งนกน้อย อุไรพร, ต่าย อรทัย, ไผ่ พงศธร มากมาย แต่ละคนเก่งทั้งนั้น ตกเย็นมาพอสวดมนต์เสร็จก็ขึ้นเวทีแล้ว โอ้โห! สนุกสนาน เป็นการให้กำลังใจกันและกัน ลืมไปเลย แป๊บๆ หมดวันแล้ว หลวงตาเองยังจำพรรษาไม่ได้เลย อายุตัวเองก็จำไม่ได้ ยังนึกว่า 16 อยู่เลย (หัวเราะ)”

DSC_0007

DSC_0008

 

แม้ประกาศตัวว่าเป็นการรักษาผู้ป่วยด้วยพุทธศาสตร์ แต่หลวงตาปพนพัชร์  ก็ไม่ปฏิเสธการรักษาด้วยวิธีอื่น โดยเฉพาะวิถีของแพทย์แผนปัจจุบัน ที่มีส่วนดีอยู่มาก

“เท่าที่จำเป็น…ถ้าเห็นแล้วว่า ต้องผ่า ก็จะส่งไปให้หมอผ่า ไม่งั้นอยู่ไม่ได้ สมมุติเป็นมะเร็งลำไส้ ก้อนเนื้ออุดตันที่ลำไส้ ขับถ่ายไม่ได้ ไม่ผ่าออกแล้วจะอยู่ได้อย่างไร หรือท่อน้ำดีอุดตันก็ต้องใส่สายเพื่อระบายน้ำดีออก ซึ่งต้องพึ่งเทคโนโลยีทางการแพทย์ช่วย นี่หลวงตากำลังสร้างอาคารเพื่อติดตั้งเครื่องแสกนคอมพิวเตอร์อยู่ ใกล้จะเสร็จแล้วละ โดยแบ่งเป็น 4 ส่วน ส่วนแรกเป็นเรื่องของการแสกนคอมพิวเตอร์ สอง. เป็นส่วนของการรักษา ส่วนที่สาม. เป็นสมุนไพร และส่วนที่สี่. เป็นดนตรีบำบัด…ทีนี้พวกโรงพยาบาลทั้งหลายที่ไม่มี ก็ต้องมาที่นี่ละ แล้วเราก็จะให้ใช้ฟรี ไม่ได้อยากได้ตังค์หรอก เงินของโลกไม่รู้จะเอาไปทำอะไร ได้เงินมาเท่าไหร่ก็ต้องจ่ายให้คนอื่นอยู่ดีแหละ (หัวเราะ) ต้องไปช่วยคนหมดอยู่ดี

“มาที่นี่จากที่หมอบอกว่าอยู่ได้ภายในไม่กี่เดือน แต่เขากลับอยู่ได้ต่อไปอีก 5 – 6 ปี และคุณภาพชีวิตก็ดีขึ้นด้วย ถ้าหากเราปล่อยให้คนตายเอาๆ โดยที่ไม่ช่วยเลย มันก็ไม่ใช่คนละวะ เขาบากหน้ามาหาเรา แต่ละคนไม่ใช่มาแบบแค่บ้านนอกๆ นะ บินมาจากอเมริกา อังกฤษ เยอรมนีก็มี เหนือใต้ ออก ตก มีหมด เราก็ต้องดูแล”

พูดจบ หลวงตาปพนพัชร์  ชี้ไปยังโครงอาคารรูปทรงโดมที่กำลังก่อสร้างอยู่ไกลๆ เห็นหลังคาโค้งสีทองสวยงาม ขณะเพ่งมอง สายตาสบกับคณะนักศึกษาที่กำลังเดินไปยังจุดต่างๆ หลายกลุ่มพอดี ได้คำตอบว่า อโรคยศาลแห่งนี้ นอกจากผู้ป่วยโรคมะเร็งระยะสุดท้ายแล้ว ยังมีนักศึกษาคณะต่างๆ โดยเฉพาะแพทย์และเภสัชฯ เข้ามาศึกษาดูงานเป็นประจำ รวมทั้งกลุ่มอาสาสมัครด้วยเช่นกัน ทั้งนี้ยังมีนักศึกษาระดับปริญญาเอก แวะมาทำวิทยานิพนธ์เกี่ยวกับยาสมุนไพรอย่างต่อเนื่องอีกด้วย

ที่ผ่านมามีคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล, คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เข้ามาร่วมทำวิจัยยาสมุนไพรรักษามะเร็งกับหลวงตาปพนพัชร์ จนเกิดเป็นหนังสือเล่มหนาอยู่หลายเล่ม

DSC_0014

 

ด้วยผู้ป่วยทั้งหมด เป็นมะเร็งระยะสุดท้าย จึงมีบ้างที่มาถึงอโรคยศาล ในลักษณะหายใจรวยริน หากเป็นลักษณะนี้ หลวงตาปพนพัชร์ ก็จะไม่ฝืน

“หลวงตาเจอความทุกข์ของคนร้อยแปดพันประการ มาเช้าตายเย็น มาเย็นตายเช้า ก็มี…บางคนบอกว่า ‘หลวงตาทำให้หนูตายทีเถอะ หนูอยากตายเต็มทีแล้ว’ เอา! เดี๋ยวจัดการให้ ตรวจไข้ตอนเย็นเสร็จ ก็ไปถามอีกครั้งว่า ปวดมากใช่ไหม? เขาก็บอกหลวงตาอีกว่า ทำให้หนูตายทีเถอะ จึงให้ญาติเข็นรถเข็นเข้าห้อง แล้วสวดมนต์ นอนหายใจอยู่ 2 – 3 เฮือก ตาย, ก็เขาอยากตาย จะไปฝืนได้ไง เพราะมันหนักจริงๆ แค่ทำอย่างไรให้เขาไปแบบไม่ทุกข์ แบบมีความสุข ไม่มีอะไรระโยงระยาง ไปแบบหลับ แล้วคุณจะเอาอะไรอีกละ คนจะตาย คุณจะไปนั่งเทศให้เขาฟังเหรอ เฮ้ย! เขาต้องการอย่างอื่นนะ บางทีฟังไม่รู้เรื่องนา ปวดจะตายอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นจึงต้องมีกลอุบายให้เขาลดอาการปวดลง” หลวงตาปพนพัชร์ เล่าให้ฟัง พร้อมยืนยันว่า หากเข้ามารับการรักษาตั้งแต่อยู่ในระยะเริ่มแรก รับรอง หายขาด

 

DSC_0009

จากกลุ่มนักศึกษาที่เข้ามาดูงาน จึงได้ทราบว่า หลวงตาปพนพัชร์ ต้องให้การบรรยายแก่คณะผู้มาเยือนต่อ ก่อนไปเตรียมตัว หลวงตาฯ ฝากวิธีเสริมสร้างสุขภาพ จากหนังสือ สมาธิบำบัดกับการรักษาโรคมะเร็ง ที่ทางอโรคยศาลทำแจกเพื่อเป็นวิทยาทานว่า

ปัจจัยจำเป็นสำหรับมนุษย์ มี 6 อ. คือ

1.อารมณ์ ควรทำจิตใจให้รื่นเริงผ่องใส มองโลกในแง่บวกตลอดเวลา

  1. อาหาร รับประทานอาหารของมนุษย์จริงๆ ได้แก่ พืชผักผลไม้ที่มีเส้นใย ย่อยง่าย และไม่รับประทานของแสลงที่เกิดโทษมากกว่าคุณ
  2. ออกกำลังกาย พึงออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
  3. อุจจาระ พยายามอย่าให้ท้องผูก
  4. อากาศ ควรอยู่แต่ในสถานที่ที่มีอากาศบริสุทธิ์

และ 6. เอนกาย คือ พักผ่อนนอนหลับให้เพียงพอ รวมทั้งไม่หักโหมเกินกำลังด้วยการโด๊บยาต่างๆ

ทั้ง 6 ข้อ แม้ขาดสิ่งหนึ่งสิ่งใดไม่ได้ แต่หลวงตาปพนพัชร์ บอกว่า ข้อ 1. มีความสำคัญมาก เพราะเกี่ยวกับอารมณ์ ผู้ป่วยโรคมะเร็ง แม้จะเป็นระยะสุดท้ายก็ตาม หากสามารถชนะใจตัวเองได้ ทำสมาธิได้ มองโลกในแง่บวก มีแต่รอยยิ้ม ก็จะสามารถเอาชนะโรคได้

ติดต่ออโรคยศาลได้ที่ http://khampramong.org

โทร. 042-704-780

 

*********

คิดว่าบทความนี้ควรได้กี่ดาว เชิญให้คะแนนใต้แผนที่ครับ

Comments

comments