วัดพระธาตุลำปางหลวง พระธาตุชาวฉลู

loading...

เอ้า! ใครเกิดปีฉลู (ปีวัว – ปีนักษัตร) ยกมือขึ้น เพราะผมจะชวนชาวฉลูไปไหว้พระธาตุประจำปี เพื่อเสริมสิริมงคลกัน สำหรับราศีอื่นใช่ว่าไปไหว้แล้วจะไม่เป็นสิริมงคลนะครับ การเคารพพระธาตุก็เหมือนดั่งระลึกถึงคุณขององค์สัมมาสัมพุทธเจ้าที่ทรงเมตตาโปรดสัตว์แนะนำหนทางหลุดทุกข์ให้แก่เราๆ จะราศีไหน ปีไหน ก็ได้รับมงคลพอกันนั่นละ ส่วนการไหว้พระธาตุประจำปีเกิดนั้นเป็นคติของชาวเหนือแต่โบราณที่ว่า หากได้ไหว้พระธาตุประจำปีเกิดสักครั้งในชีวิต ก็จะเป็นสิริมงคลแก่ชีวิตมากขึ้น – ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ควรตั้งอยู่ในสติ ปัญญา ดั่งคำสอนที่พระพุทธเจ้าเคยตรัสไว้

DSC_0130

พร้อมกันแล้วใช่ไหม – งั้นเราไป กุกกุฏนคร เพื่อไหว้พระธาตุประจำปีฉลูกันเลยดีกว่า อะไรนะ? ฮ่า! มีคนแย้งจนได้ เขาแย้งว่า “พระธาตุประจำปีฉลู อยู่ที่วัดพระธาตุลำปางหลวง ไม่ใช่เหรอ?”

DSC_0137

แม่นแล่ว! ที่ที่จะพาไปก็คือ วัดพระธาตุลำปางหลวง นั่นเอง ส่วน กุกกุฏนคร คือ อีกชื่อหนึ่งของเมืองลำปาง ซึ่งแปลว่า เมืองไก่ขาว สังเกตได้จากตราประจำจังหวัดของลำปางจะมีไก่ขาวอยู่ด้วย และที่รู้จักกันดีก็ชามเซรามิกซ์รูปไก่นั่นเอง ตำนานเล่าว่า ครั้งหนึ่งพระพุทธเจ้าทรงเสด็จมายังเมืองนี้ พระอินทร์กลัวว่าชาวบ้านจะตื่นไม่ทันพระองค์บิณฑบาตจึงเนรมิตไก่ขาวขึ้นมาเพื่อปลุกชาวบ้านแต่เช้า จึงเป็นที่มาแห่งเมืองไก่ขาว

DSC_0103

นอกจากไก่ขาวแล้ว สัญลักษณ์ที่สำคัญของเมืองลำปางอีกอย่าง คือ รถม้า ซึ่งมีรถม้าให้บริการอยู่หน้าวัดพระธาตุลำปางหลวงนี้ด้วย

 

วัดพระธาตุลำปางหลวง ตั้งอยู่ใน ต.ลำปางหลวง อ.เกาะคา แต่ผมพักอยู่ในโรงแรมของตัวเมืองลำปาง ไม่เป็นไร เพราะวัดห่างจากตัวเมืองลำปางไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ประมาณ 18 กิโลเมตรเอง ขับรถยังไม่ทันเมื่อยก็ถึงแล้ว

 

เมื่อถึงหน้าวัด ผมเดินขึ้นบันไดนาค เพื่อลอดซุ้มประตูโขง เข้าสู่บริเวณวัด เบื้องหน้าเป็นพระวิหารหลวง ที่มีรูปทรงคล้ายเรือ (มองด้านข้าง) ข้างๆ พระวิหารหลวงเป็นพื้นทรายซึ่งเปรียบเหมือนห้วงมหรรณพ พระวิหารหลวงนี้จึงคล้ายเรือที่พร้อมบรรจุผู้คนเพื่อข้ามพ้นห้วงมหรรณพนี้

DSC_0145

ยืนมองความสวยงามของรูปสลักเสลาของซุ้มประตูโขง และรอบๆ พระวิหารหลวงจนอิ่มแล้ว ผมก็ถอดรองเท้าเก้าเข้าสู่พระวิหารหลวงเพื่อสักการบูชาพระเจ้าล้านทองซึ่งประดิษฐานอยู่ในซุ้มปราสาททอง เสร็จแล้วก็เดินไปสักการะ และกระทำทักษิณาวัตร พระบรมธาตุลำปางหลวง ซึ่งตั้งอยู่หลังพระวิหารหลวง แล้วนั่งขัดสมาธินิ่งๆ จ้องมองพระบรมธาตุอยู่ใต้ซุ้มไม้ จนอิ่มใจ จึงเดินชมรอบๆ บริเวณวัดต่อ

DSC_0170

ผมเดินอ้อมไปทางด้านหลังพระบรมธาตุ เพื่อไปดูเงาพระธาตุหัวกลับยังซุ้มพระบาท เหมือนเดิมต้องถอดรองเท้าก่อน ถึงจะขึ้นไปยังซุ้มพระบาทที่เก่าแก่นี้ได้ เข้าไปในบริเวณค่อนข้างแคบและมืด ด้วยความที่เข้าไปคนเดียวจึงเกิดอาการกลัวบ้าง แต่ก็หายไปในไม่ช้า เมื่อปิดประตูซุ้มเพื่อไล่ความสว่างออกไปหมดแล้ว ภาพกระทบของพระบรมธาตุก็ปรากฏเด่นบนผ้าสีขาวที่ทางวัดขึงเตรียมไว้ให้นักท่องเที่ยวดูเงาได้ง่าย แต่น่าเสียดายที่วันนี้แดดน้อย จึงได้ภาพที่เด่น แต่ไม่ค่อยชัดนัก ทราบมาว่าการเกิดเงาพระธาตุหัวกลับนี้เป็นเพราะการหักเหของแสงผ่านช่องเล็กๆ ภายในซุ้ม ซึ่งเป็นเทคนิคที่ช่างชาวจีนใช้วาดภาพพระธาตุ วิธีเดียวกันนี้เองที่พัฒนามาเป็นกล้องถ่ายภาพ

 

ต้องแสดงความเสียใจแก่สุภาพสตรีมา ณ โอกาสนี้ด้วย เพราะซุ้มพระบาท ‘ห้ามผู้หญิงขึ้น’ แต่อย่าถึงขั้นโวยวายเลยครับ วัฒนธรรมเขายึดถือกันมาช้านาน ถึงขึ้นไปยังซุ้มพระพุทธบาทไม่ได้ แต่ก็สามารถดูเงาพระธาตุหัวกลับได้ที่ วิหารพระพุทธ ซึ่งอยู่ข้างๆ พระบรมธาตุ และอยู่หน้าซุ้มพระพุทธบาท ภายในประดิษฐานพระประธานองค์ใหญ่ให้สักการบูชาอีกด้วย

DSC_0167

ด้านหน้าวิหารพระพุทธ ผมสะดุดตากับรูปปูนปั้นวัวสีน้ำตาลแดงตัวหนึ่ง เมื่อลั่นชัตเตอร์เก็บไว้แล้วกดภาพดูก็เห็นว่าวัวตัวนี้กำลังยิ้มอยู่ คงดีใจที่มีคนถ่ายรูปมัน

 

ภายในวัดก็เหมือนวัดทั่วไป คือมีตู้รับบริจาค ทำบุญซื้อที่ดิน เขียนชื่อลงในบนผ้า บริการเช่าวัตถุมงคล จุดเสี่ยงทาย ใครสะดวกอย่างไหนก็เลือกกันตามสบาย ส่วนผมเลือกหยอดลงตู้บริจาคค่าน้ำค่าไฟ – เท่าไหร่นั้น ไว้ไปด้วยกันแล้วค่อยหย่อนให้ดูละกัน

DSC_0175

ด้านข้างของวัดยังมีพิพิธภัณฑ์ของเก่า และเป็นที่ประดิษฐานองค์พระแก้วมรกต (ไม่ใช่องค์เดียวกันกับกรุงเทพฯ) อายุร่วม 1,500 ปีอยู่ด้วย

 

ก่อนกลับผมแวะซื้อ Post Card บริเวณลาดจาอดรถม้า หน้าวัดเพื่อเขียนบันทึกส่วนตัว จ่าหน้าซองถึงตัวเอง ติดแสตมป์ที่นำไปเอง แล้วหย่อนลงตู้ไปรษณีย์ ยิ้มแต้

 

*********

Comments

comments